จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,607 6 – 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 เมื่อประมาณช่วงทศวรรษ 2520 ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการส่งมะม่วงสดพันธุ์แรกที่เรียกว่าหนังกลางวันไปญี่ปุ่นโดยมีเงื่อนไขทางเทคนิคและต้นทุนที่จะไม่ขออธิบายให้ปวดหัวในที่นี้ แต่สิ่งที่ได้พบด้วยตัวเองในฐานะผู้ส่งออกรายแรกก็คือเงื่อนไขที่ต้องไปจัดหามะม่วงสดจากฟาร์ม
ในตอนนั้นเราจะพบว่าหากไม่มีสิ่งจูงใจในด้านราคาที่เกษตรกรต้องได้รับเพิ่มขึ้นแล้วการที่ผู้ซื้อจะได้มะม่วงที่มีคุณภาพเพื่อตอบสนองตลาดนั้นก็เป็นไปได้ยาก การพัฒนาสินค้าเพื่อตอบสนองตลาดนั้นจะต้องมีสิ่งจูงใจที่เป็นรูปธรรมโดยทันที ดังนั้นการที่เราจะไปหวังให้เกษตรกรพัฒนาสินค้าเพื่ออนาคตนั้นจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เขาจะไม่มีวันเชื่อว่าการไม่พัฒนาจะนำไปสู่วิกฤติของธุรกิจในอนาคตเพราะจะไม่สามารถแข่งขันได้อีกต่อไป เวลาผ่านไปกว่า 30 ปี เราก็ยังพบว่าปัญหาเดิมยังคงอยู่ วิธีคิดยังเหมือนเดิม จนมีการเรียกประเทศเหล่านี้ซึ่งรวมทั้งไทยว่าทันสมัยแต่ไม่พัฒนา ปัญหาการส่งออกผักไปยุโรปเป็นตัวอย่างที่ดีที่ตอกย้ำว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องเปลี่ยนแปลงวิธีคิดใหม่ (แม้ผมจะมีความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลนี้จะแก้ปัญหาแมลงและสารตกค้างเกินขนาดของผักสดเหล่านี้สำเร็จได้ในเร็ววัน)
วิกฤติครั้งนี้จะช่วยให้เราได้ตั้งต้นกันใหม่โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรที่มีระบบการผลิตตามมาตรฐานดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างเป็นปกติ ส่วนผู้ที่เหลือก็ต้องปรับปรุงกันต่อไป ที่ผมเขียนมาทั้งหมดนี้ก็เพื่อย้ำว่า การพัฒนาสินค้าต้องเกิดขึ้นตลอดเวลา โดยมีเป้าหมายให้ผู้บริโภคได้รับสิ่งที่ดีกว่าอย่างต่อเนื่อง ต้องขอบคุณวิกฤติผักในครั้งนี้ที่ทำให้เกิดความเข้าใจของคำว่า “การแข่งขัน” มากขึ้น! แนวคิดดังกล่าวข้างต้นจะน่าสนใจมากขึ้นหากเราจะอ่านข้อความที่เกี่ยวกับโลกร้อนดังนี้ “Climate Change is but one thread in a larger cloth, we cannot simply remove the thread, but must reweave the cloth” (Peter Senge: The Necessary Revolution) การเจรจาพหุภาคีเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกที่เม็กซิโกในปลายปีที่ผ่านมาล้มเหลวอีกครั้งและจะล้มเหลวอีกในปลายปีนี้ที่ประเทศแอฟริกาใต้ ด้วยเหตุผลง่ายๆ ก็คือว่าประเทศทั้งหลายไม่เข้าใจคำว่าธุรกิจและสิ่งแวดล้อมนั้นมีต้นทุนทั้งคู่ เช่นเดียวกับกรณีมะม่วงและผักที่ได้ยกเป็นตัวอย่าง ปัญหาอยู่ที่ว่าเราจะเลือกพัฒนาก่อนหรือหลัง? ดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายๆ ซึ่งต้องการการตัดสินใจโดยด่วน Peter เขียนไว้ว่าเราคงไม่ขจัด “เส้นด้าย” แต่ต้อง “ทอผ้าผืนนี้ใหม่” ประเทศไทยต้องทอผ้าผืนนี้ใหม่หรือไม่? ใครจะคิดอย่างไรก็คงไม่น่าเป็นปัญหาแต่ผมเสนอว่าประเทศไทยต้องคิดทอผ้าผืนนี้ใหม่ การเริ่มต้นทอก็คือการหาด้ายใหม่ พัฒนาระบบการทอใหม่ สร้างความรู้ใหม่ เทคโนโลยีใหม่ การจัดการใหม่ และที่สำคัญที่สุดก็คือต้องเปลี่ยนวิธีคิดเสียใหม่ แต่ ณ วันนี้ยังไม่มีผู้บริหารประเทศคนไหนออกมาแสดงวิสัยทัศน์ในเรื่องนี้
ผมไม่อยากให้การแก้ปัญหาโลกร้อนเหมือนกับมะม่วงและผัก เรื่องก๊าซเรือนกระจกไม่ใช่เป็นเรื่องคุกคามธุรกิจแม้แต่น้อย แต่เป็นเรื่องที่กำลังสร้างโอกาสให้เราในเชิงแข่งขันในรูปแบบใหม่ ตาใครดีก็ได้ ตาใครร้ายก็เสีย เสียคราวนี้คงต้องใช้เวลาเกินกว่า 30 ปี ในการฟื้นให้กลับมาเหมือนเดิม หากไม่สงสารตัวเองก็สงสารผมบ้างซึ่งตอนนั้นผมจะมีอายุ 100 ปีพอดี
